พลังของ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะในการบริหารท้องถิ่นกับเส้นแบ่งระหว่าง “ความรวดเร็ว” และ “วิจารณญาณ” โดยคอลัมนีสต์ อ.ดร.ต้นรัก ธวัชชัย สุขสีดา วิทยากรและอาจารย์สอนผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ AI และอีคอมเมิร์ซ การตลาดออนไลน์

Share:
ยุคของสงคราม AI ผู็เชี่ยวชาญ อ.ดร.ต้นรัก ธวัชชัย สุขสีดา

พลังของ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะในการบริหารท้องถิ่นกับเส้นแบ่งระหว่าง “ความรวดเร็ว” และ “วิจารณญาณ”

สวัสดีครับทุกท่านในยุคที่โลกหมุนเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือทรงพลังที่เปลี่ยนโฉมการทำงานในทุกมิติ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนที่เดาใจเราได้ ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในหน่วยงานรัฐ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “AI จะเข้ามาแทนที่คนทำงานจริงหรือ?” คำตอบที่ผมอยากเน้นย้ำในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Generative AI คือ “AI ถูกสร้างมาเพื่อยกระดับการตัดสินใจ แต่ไม่ได้สร้างมาเพื่อแทนที่หัวใจของมนุษย์”

ซึ่งพลังของการประมวลผลจาก AI กับพลังของความเข้าใจจากมนุษย์ของเรานั้น จุดแข็งของ AI คือความสามารถในการจัดการกับ “ข้อมูล” (Data) ปริมาณมหาศาลในชั่วพริบตา สำหรับงานการบริหารท้องถิ่นหรือหน่วยงานรัฐ เจ้า AI สามารถช่วยสแกนเอกสารคำร้องนับพันฉบับ คัดกรองประเด็นปัญหาของชุมชน หรือทำนายแนวโน้มความต้องการงบประมาณจากสถิติในอดีตได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและประหยัดเวลาได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะฉลาดเพียงใด แต่มันยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญยิ่ง คือ “การขาดบริบท (Context) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)” AI ไม่มีความรู้สึกรัก โกรธ ห่วงใย หรือสำนึกในจริยธรรม มันทำงานตามตัวเลขและชุดคำสั่งเท่านั้น ในขณะที่การบริหารท้องถิ่นคือการทำงานกับ “คน” ซึ่งต้องอาศัยทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคม”

วันนี้ผมอยากให้มองว่า AI คือ “เครื่องคิดเลข” แห่งศตวรรษที่ 21 ผมอยากให้ทุกท่านลองจินตนาการถึง “เครื่องคิดเลข” เครื่องคิดเลขบวกลบเลขได้เร็วกว่าเราหลายเท่า แต่ตัวเครื่องคิดเลขเองไม่เคยรู้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะนำไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์หรือโทษให้แก่ใคร มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดโจทย์และตัดสินใจว่าจะใช้ตัวเลขนั้นอย่างไร
เช่นเดียวกับ AI ในการบริหารงานท้องถิ่น AI อาจสรุปแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมให้เราได้ 5 วิธี พร้อมการวิเคราะห์ต้นทุน แต่คนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีที่ “กระทบต่อพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด” และ “เป็นธรรมที่สุด” ยังคงต้องเป็นผู้บริหารที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณเท่านั้น
ผมจึงอยากให้หลักการ 3 ด้านในยุคของ Agentic AI เพื่อให้นำ AI มาใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผมขอเสนอมุมมองไว้ดังนี้
1. ให้มอง AI เป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ที่ช่วยกลั่นกรอง Insight เพื่อให้เรามองเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นก่อนตัดสินใจ

2. ในฐานะผู้นำ เราต้องตระหนักเสมอว่า AI ไม่สามารถรับผิดชอบต่อความผิดพลาดได้ ความรับผิดชอบสูงสุดยังคงอยู่ที่มนุษย์ผู้ใช้งาน

3. การใช้ AI ต้องตรวจสอบได้ว่ามีอคติ (Bias) หรือไม่ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่กระทบต่อสิทธิและสวัสดิการของประชาชน ดังนั้น  จริยธรรมและความโปร่งใส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ดังนั้นบทสรุปอนาคตของการบริหารท้องถิ่นที่อัจฉริยะกว่าเดิม เราต้องเข้าใจว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ระบบไม่ได้เพียงแค่รับคำสั่ง แต่สามารถประมวลผลและเสนอแนะแนวทางที่ชาญฉลาด Agentic AI การก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการไม่สูญเสียความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของเราเอง “AI จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น แต่ ‘วิสัยทัศน์’ และ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ ของผู้บริหาร จะเป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นนั้นมีความหมายและยั่งยืนอย่างแท้จริง” ครับ

บทความหนังสือพิมพ์ อปท.นิวส์ : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ประจำต้นเดือนเดือน 16-28 กุมภาพันธ์ 69 เพื่อการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความเข้มแข็งและมั่นคง. เรื่อง ”พลังของ AI ผู้ช่วยอัจฉริยะในการบริหารท้องถิ่นกับเส้นแบ่งระหว่าง “ความรวดเร็ว” และ “วิจารณญาณ”“” โดย อ.ดร.ต้นรัก ธวัชชัย สุขสีดา ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เท่าทันต่อโลกดิจิทัลสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์สอนด้านการตลาดออนไลน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ดิจิทัล คอลัมนิสต์บทความหนังสือพิมพ์ อปท.นิวส์ วิทยากรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยากรด้านอีคอมเมิร์ซ วิทยากรหลักสูตร PDPA คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และที่ปรึกษาผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ปรึกษาผู้ประกอบการ SMEs อดีตกูรูที่ปรึกษาด้านดิจิทัล SCB Business Center ธนาคารไทยพาณิชย์และอดีตคณบดีฝ่ายสื่อสารและพัฒนาแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คลิก โหลดอ่านฉบับเต็มหนังสือพิมพ์ อปท.นิวส์ ฟรี คอลัมนีสต์ อ.ดร.ต้นรัก

อ.ดร.ต้นรัก-คอลัมนีสต์เปิดโลกดิจิทัล
AI ความฉลาดของ AI

Share: